ตั้งแต่ต้นปี 2550 เป็นต้นมาเรื่องที่ผู้คนทั่วโลกให้ความสนใจ และใส่ใจมากที่สุดหนีไม่พ้นปัญหา ภาวะโลกร้อน (Global Warming) ที่มีสาเหตุมากจากอุณหภูมิโลกที่เพิ่มสูงขึ้น จากที่นักอุตุนิยมวิทยาและนักวิทยาศาสตร์ต่างคาดการณ์ว่าอุณหภูมิของโลกจะเพิ่มขึ้นทุกๆ 10 ปี หรือ 100 ปี แต่ทว่าทฤษฎีต่างต้องถูกล้มล้างลงไป เมื่อสถานการณ์ของภาวะเรือนกระจกรุนแรงกว่าที่คาดไว้ เนื่องจากปริมาณก๊าซเรือนกระจก หรือก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เพิ่มขึ้นเนื่องจากการใช้พลังงานจากฟอสซิล ทั้งการใช้ปิโตรเลียม ถ่านหิน พลังงานไฟฟ้า ที่ก่อให้เกิดความร้อนสะสมทีละน้อย จนกระทั่งเริ่มส่งผลให้เห็นชัดมากเมื่อไม่กี่ 10 ปีที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตามเราทุกคนสามารถชะลอ ภาวะโลกร้อน (Global Warming) ลงได้ด้วยการนำเอาพลังงานที่คอมพิวเตอร์ใช้ ทำให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด คุณเชื่อกันหรือไม่ว่า โดยเฉลี่ยครึ่งหนึ่งของพลังงานที่สูญเสียไปเปล่าประโยชน์โดยกับคอมพิวเตอร์ ใกล้เคียงกับครึ่งหนึ่งของพลังงานที่อุปกรณ์ไอทีเหล่านี้ต้องใช้ การสูญเสียพลังงานไฟฟ้าแบบไม่จำเป็น ย่อมส่งผลให้การใช้คอมพิวเตอร์มีค่าใช้จ่ายด้านพลังงานเพิ่มขึ้น และยังทำให้มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากขึ้น
การปรับปรุงการใช้พลังงานของคอมพิวเตอร์ให้มีประสิทธิภาพ จะทำให้การใช้พลังงานไฟฟ้ามีความคุ้มค่ามากขึ้น ลดการไช้พลังงานไฟฟ้าที่ก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซเรื่อนกระจก รวมทั้งส่งผลต่อภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง ดังนั้นเมื่อไม่นานมานี้จึงได้เกิด โครงการความร่วมมือที่ชื่อว่า “The Climate Savers Computing Initiative” จากความร่วมมือของผู้นำในอุตสาหกรรมไอที ผู้บริโภค และองค์กรอนุรักษ์ต่างๆ อันจะเป็นมิตรหมายที่ดีในการทำให้คอมพิวเตอร์ และเครื่องเซิร์ฟเวอร์มีการใช้พลังงานที่คุ้มค่า
ทั้งนี้ ด้วยความช่วยเหลือจากผู้ใช้คอมพิวเตอร์ทุกคน เราสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการใช้คอมพิวเตอร์ทั่วโลกลงได้ถึง 54 ล้านตันในปี 2553 (ข้อมูลจากบริษัทไอดีซีคาดการณ์ โดยอ้างอิงตัวเลขตลาดรวมพีซีเดสก์ท็อปและเซิร์ฟเวอร์ และอัตราเฉลี่ยการใช้พลังงานของเดสก์ท็อปและเซิร์ฟเวอร์ในช่วงครึ่งแรกของปี 2550 ที่มีค่าเฉลี่ยประมาณ 0.0885 กิโลวัตต์) หรือเทียบเท่ากับก๊าซที่ปล่อยออกมาจากจำนวนรถยนต์บนท้องถนน 11 ล้านคันต่อปี ทั้งนี้โครงการนี้ได้ตั้งเป้า ที่จะลดการใช้พลังงานของคอมพิวเตอร์ลง 50% ภายในปี 2553 คาดว่าทำให้ลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานลงได้ถึง 5.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ
ปฏิบัติการที่เป็นไปได้นี้ มาจากความร่วมมือร่วมใจในปี 2550 ขององค์กร และบริษัทที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมไอที ได้แก่ อินเทล กูเกิล เดลล์ อีดีเอส Environmental Protection Agency (อีพีเอ) เอชพี ไอบีเอ็ม โตชิบา เลอโนโว ไมโครซอฟท์ Pacific Gas and Electric (พีจีแอนด์อี) และ WWF และอีก 25 บริษัท ในการก่อตั้ง The Climate Savers Computing Initiative (
www.climatesaverscomputing.org)
โดยมีจุดมุ่งหมายในการรักษาสภาพแวดล้อม จากการประหยัดพลังงาน และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยการกำหนดเป้าหมายที่ท้าทาย ในการคิดค้น และผลิตคอมพิวเตอร์ รวมทั้งส่วนประกอบคอมพิวเตอร์ต่างๆ ที่สามารถใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งจะร่วมกันรณรงค์การใช้คอมพิวเตอร์ และอุปรณ์ที่ประหยัดพลังงาน รวมทั้งการมีส่วนร่วมในความร่วมมือ The Climate Savers Computing Initiative
ข้อตกลงกับโรงงานคอมพิวเตอร์และชิ้นส่วนประกอบ ในการผลิตผลิตภัณฑ์ที่ใช้พลังงานได้มีประสิทธิภาพตามเป้าหมาย อีกทั้งความร่วมมือกับองค์กรให้หันมาใช้ผลิตภัณฑ์ ที่ใช้พลังงานได้มีประสิทธิภาพเหล่านี้ โดยรวมทั้งทรัพยากรบุคคล อาทิ ผู้บริโภค และคนทำงานด้านไอที ในการเรียนรู้เกี่ยวกับการจัดการ ด้านการใช้พลังงานของคอมพิวเตอร์ เพื่อที่จะช่วยให้คนเหล่านั้น ลดการใช้พลังงานของคอมพิวเตอร์ ในขณะที่ไม่ทำให้ลดประสิทธิภาพในการทำงาน
บริษัท ฮิลล์ แอนด์ นอลตัน อิงค์ ได้จัดทำโครงการศึกษาวิจัยระดับโลก เพื่อสำรวจข้อมูลด้านการใช้พลังงานของบริษัทต่างๆ จำนวน 420 ราย จากประเทศต่างๆ พบว่า ผู้บริหารระดับสูงของบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำทั่วโลกส่วนมากถึงร้อยละ 82 สนใจติดตามปัญหาสถานการณ์โลกร้อนอย่างใกล้ชิด อย่างไรก็ตามยังพบว่า ร้อยละ 65 ของบริษัททั้งหมดยังไม่มีการกำหนดกลยุทธ์ที่ชัดเจน ในการรับมือกับปัญหาดังกล่าว
ขณะที่ ผู้บริหารระดับสูงที่มีอำนาจในการตัดสินใจของบริษัทอีกร้อยละ 77 เห็นด้วยว่าบริษัทควรจะมีการเพิ่มตำแหน่ง ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายพลังงาน หรือ (Chief Energy Officer: CNO) เข้าไปในกลุ่มผู้บริหารระดับสูง เพื่อเป็นผู้รับผิดชอบการบริหารจัดการ และประเมินผลตอบแทนของการลงทุน ด้านสิ่งแวดล้อมองค์กร หรือ Return on Environment โดยข้อสรุปของรายงานการสำรวจครั้งนี้ แม้ว่าจะไม่มีประเทศใดโดดเด่นในการเป็นผู้นำ ด้านการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกก็ตาม
แต่จากผลการสำรวจดูเหมือนว่า ประเทศสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และเยอรมนี เป็น 3 ประเทซศที่ดูจริงจังในการคิดค้นนวัตกรรมเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และเป็นธรรมดาที่ผู้บริหารของแต่ละประเทศเห็นว่า ประเทศของตัวเองมีบทยบาทเด่นที่สุด ในการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อสิ่งแวดล้อม ยกเว้นเพียงสาธารณรัฐประชาชนจีนเท่านั้นที่ร้อยละ 62 ของผู้ร่วมการสำรวจความเห็นกลับเห็นว่าประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นผู้นำในด้าน การพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อสิ่งแวดล้อมมากว่าประเทศตัวเอง
นายแพท เกลซิงเกอร์ รองประธานอาวุโสและผู้จัดการทั่วไปกลุ่มดิจิตอลเอ็นเตอร์ไพร์ซ อินเทล คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า ภายในปี 2553 กลุ่ม Climate Savers Computing Initiative จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นจำนวนเท่ากับ การลดจำนวนรถบนท้องถนนไป 11ล้านคัน หรือเท่ากับการปิดโรงงานผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินขนาดกำลังการผลิต 500 เมกกะวัตต์ไป 20 โรง โดยนับเป็นก้าวที่สำคัญยิ่ง ในการลดการปล่อยก๊าซที่มีผลกระทบกับโลกของเรา
รองประธานอาวุโสและผู้จัดการทั่วไปกลุ่มดิจิตอลเอ็นเตอร์ไพร์ซ อินเทล คอร์ปอเรชั่น กล่าวด้วยว่า คอมพิวเตอร์ได้ช่วยให้มนุษยชาติ ได้ก้าวสู่โลกที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยการลดการเดินทาง เพิ่มผลผลิต ดำเนินธุรกิจออนไลน์แทน และอื่นๆ อีกมากมาย แต่ด้วยเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพ ในการใช้พลังงานในวันนี้ เราทุกคนสามารถทำให้ดียิ่งกว่าเดิม จากคำมั่นสัญญาของเหล่าองค์กรสมาชิก ที่มาร่วมมือกันในครั้งนี้ ถือเป็นการแถลงจุดยืนอันมั่นคง ในการที่จะร่วมกันแก้ปัญหา และสร้างผลกระทบในทางบวกที่ยิ่งใหญ่
ทางด้าน ผู้ผลิตคอมพิวเตอร์และผู้ผลิตชิ้นส่วนต่างๆ ที่ร่วมมือกันในโครงการนี้ได้ให้คำมั่นว่าจะสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่ใช้พลังงาน ได้อย่างมีประสิทธิภาพที่ตรงหรือดีกว่า คุณสมบัติที่กำหนดไว้ในแนวทางของ Energy Star ของ Environmental Protection Agency (EPA) อีกทั้งบริษัทต่างๆ เหล่านี้ยังจะต้องให้คำมั่นในการใช้เดสก์ท็อปพีซี และเซิร์ฟเวอร์ที่ประหยัดพลังงาน ในระบบส่วนใหญ่ของตัวเอง และใช้เครื่องมือในการจัดการการใช้พลังงานบนเดสก์ท็อปอีกด้วย
นายอูร์ส โฮลเซิล รองประธานอาวุโส บริษัท กูเกิล ได้ระบุว่า จากการศึกษาพบว่าปกติแล้วตัวจ่ายไฟและหม้อแปลงไฟฟ้าจะทำงานร่วมกัน เพื่อแปลงกระแสไฟบ้านให้อยู่ในหน่วยแรงดันไฟฟ้าใหม่ ที่เหมาะกับคอมพิวเตอร์ใช้ ทว่าตัวจ่ายไฟและหม้อแปลงส่วนมาก กลับทำให้พลังงานจากกระแสไฟบ้านกว่า 50% รั่วไหลไปโดยเปล่าประโยชน์
รองประธานอาวุโส บริษัท กูเกิล ได้ระบุเพิ่มเติมว่า สิ่งที่ธุรกิจและผู้บริโภคทั่วโลกสามารถทำได้ทันที คือ การเพิ่มคุณสมบัติด้านการจัดการพลังงาน ในระบบประมวลผลของตัวเองให้ดีขึ้น และยอมลงทุนซื้อคอมพิวเตอร์ประหยัดพลังงาน ดังนั้นการเปลี่ยนเครื่องคอมพิวเตอร์ ให้มาใช้อุปกรณ์แปลงไปและจ่ายไฟที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น จะทำให้พีซีและเซิร์ฟเวอร์ใช้พลังงานอย่างคุ้มค่ามากขึ้นถึง 90% โดยสรุปได้จากการทดลองใช้กับกลุ่มเซิร์ฟเวอร์ของทางกูเกิลโดยตรง
ทั้งหมดนี้ เป็นเรื่องที่ผู้ใช้งานไอทีทั้งตามบ้าน รวมทั้งผู้ใช้งานระดับองค์กรทั้งเล็ก กลาง และใหญ่ ต้องตระหนักถึงปัญหาที่มาจากการใช้พลังงานเกินความจำเป็น โดยนอกจากจะต้องเสียค่าไฟฟ้าไปแบบเปล่าประโยชน์แล้ว ยังเป็นการสร้างคาร์บอนไดออกไซด์จากการผลิตไฟฟ้ามากขึ้นด้วย มนุษย์ทุกคนจึงควรตระหนักและแก้ปัญหาโลกร้อนร่วมกัน ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป จนยากที่จะเยียวยาโลกใบนี้ให้กลับมามีสภาพเดิม...
จุลดิส รัตนคำแปง
itdigest@thairath.co.thSource: ไทยรัฐ